วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รวมการจัดการไวรัส


ชื่อ : Brontok.A , Brontok.B 

การแพร่ระบาด :

1. ติดต่อกันได้ทางอินเตอร์เน็ต 

2. การคัดลอกไฟล์ผ่าน Disk Drive , Flash Drive หรือ วิธีที่ชอบเรียกกันว่า ขอจุ๊บ, ดูดๆ หรือเสียบตูดที วิธีนี้จะระบาดมาก เนื่องจากพวกที่อยู่ในวัยเรียนหรือวัยทำงานมักใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเอาไปต่อพรีเซ้นต์งาน แล้วพากันซวยทั้งมหาลัยหรือที่ทำงาน

3. แพร่ระบาดผ่านระบบเครือข่าย LAN ในองค์กร หากแอนตี้ไวรัสไม่มี Network Shield ระวังให้ดี ต่อสายปุ๊บติดปั๊บ

อาการเมื่อติดไวรัส :

1. มีข้อความแสดงชื่อไวรัสและข้อความรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง เสพยา ฟรีเซ็กซ์ (เป็นภาษามาเลย์) ขึ้นหน้าจอโดยที่ไม่ได้เรียกใช้งาน 

2. เมื่อเปิด Windows Explorer จะพบว่า Folder Options ในเมนู Tool หายไป

3. เมื่อใช้คำสั่งเรียก msconfig เครื่องจะรีสตาร์ทอัตโนมัติ (Start --> Run พิมพ์ msconfig คลิก OK)

4. เปิดเข้า Registry Editor ไม่ได้ (Start --> Run พิมพ์ regedit คลิก OK)

5. ในโฟลเดอร์ จะมี ไฟล์.exe ที่ชื่อเดียวกับชื่อของโฟลเดอร์ เช่น โฟลเดอร์ชื่อ mySong เปิดเข้าไปก็จะพบ mySong.exe (เป็น Brontok.B worm) 

วิธีแก้ไข (แบบยาก โอกาสสำเร็จ 99% ) :

1. ติดตั้งโปรแกรมประเภทแอนตี้ไวรัสพร้อมอัพเดตไฟล์โปรแกรมล่าสุด 

2. ถอดสายแลนออก (ถ้ามี) เข้า Windows ในโหมด Safe Mode (การเข้า Safe Mode : กดสวิตช์เปิดเครื่องแล้ว ให้กดคีย์บอร์ด F8 ย้ำหลายๆครั้ง จนหน้าจอขึ้นข้อความที่มี Menu ให้เลือก เลือกไปที่ Safe Mode กด Enter) แล้วทำการสแกนไวรัสทั้งฮาร์ดดิสก์และฆ่าทิ้ง (delete) สแกนซัก 2 รอบ

3. รีสตาร์ทเครื่อง เข้าโหมดปกติ 

4. ขั้นตอนนี้จะเป็นการแก้ไขให้เข้า Registry Editor ได้ วิธีการคือต้องเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์ UnHookExec.inf ก่อนจากเว็บไซต์ UnHookExec.inf 

5. เมื่อได้ไฟล์ UnHookExec.inf มาแล้ว ให้คลิกขวาที่ไฟล์นี้ จากนั้นคลิกที่คำว่า Install เสร็จแล้วให้รีสตาร์ทเครื่อง 

6. ขั้นตอนนี้จะเป็นการแก้ไขให้เมนู Tool ใน Windows Explorer มีเมนู Folder Options วิธีการคือ เข้าไปใน Registry Editor โดยการคลิกที่ Start --> Run แล้วพิมพ์ regedit แล้วคลิก OK

7. เข้าไปที่ HKEY_CURRENT_USER / Software / Microsoft / Windows / Policies / Explorer ดับเบิลคลิกที่ NoFolderOptions ในช่อง Value data ให้แก้จาก 1 ให้เป็นเลข 0 แล้วคลิก OK แล้วออกจากโปรแกรมทั้งหมด รีสตาร์ทเครื่อง เป็นอันเสร็จ

วิธีแก้ไข(แบบง่าย โอกาสสำเร็จ 90% ) :

1. ดาวน์โหลดโปรแกรม CS_DevEvil.rar จาก CS_DevEvil.rar

2. รันโปรแกรม CS_DevEvil แล้วคลิก Start เพื่อเริ่มกำจัดไวรัส 

3. โปรแกรมจะถามให้ Restart ให้ตอบ Cancel 

4. รันโปรแกรมแอนตี้ไวรัส เแล้วทำการ scan drive เพื่อค้นหาไวรัสในแต่ละ Folder ที่หลงเหลืออยู่ 
หมายเหตุ: 2,3,4 ต้องทำต่อกัน และควรปิดโปรแกรมอื่นๆ ก่อนเริ่มกำจัดไวรัส ดีที่สุดควรทำใน Safe Mode 

ข้อแนะนำ :

1. ไวรัสตัวนี้ค่อนข้างฉลาดและไวมาก เสียบ Handy Drive หรือ Lan ปุ๊บติดปั๊บ เช็คดีๆก่อนทุกครั้ง

2. เวลาแก้ต้องแก้ทุกอุปกรณ์ที่ติด ถ้าหายแล้วอย่าเอาไปต่อกับตัวที่ติด ถ้าไม่มั่นใจว่าแอนตี้ไวรัสอัพเดตพอ

3. ถ้าตอนสแกนแล้วแอนตี้ไวรัสหาไม่เจอทั้งที่มีอาการดังกล่าว อย่ามั่นใจว่าปลอดภัย ควรเปลี่ยนแอนตี้ไวรัสทันที

4. Mcafee กับ Norton ห่วยมาก อย่าคิดว่าบนโลกมีแอนตี้ไวรัสแค่สองตัว ลองใช้ตัวอื่นดูบ้าง แนะนำ 
(1. BitDefender (2. Kaspersky (3. Avast (4. NOD32 (5. AVG
ชื่อ : Music.exe (Update) 

การแพร่ระบาด :
การคัดลอกไฟล์ผ่าน Disk Drive , Flash Drive หรือ วิธีที่ชอบเรียกกันว่า ขอจุ๊บ, ดูดๆ หรือเสียบตูดที วิธีนี้จะระบาดมาก เนื่องจากพวกที่อยู่ในวัยเรียนหรือวัยทำงานมักใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเอาไปต่อพรีเซ้นต์งาน แล้วพากันซวยทั้งมหาลัยหรือที่ทำงาน

อาการเมื่อติดไวรัส :
ไวรัสตัวนี้รู้จักกันดีในชื่อ music.exe ติดเชื้อผ่านทาง Handy Drive โดยเทคนิค auto run ไวรัสถูกเขียนโดยใช้ภาษา Visual Basic จะทำการลบไฟล์ นามสกุล .mp3 และ .dat ทุกไฟล์ที่พบบนเครื่อง ไวรัสพยายามใช้คำสั่งที่มีวิธีการเหมือนผู้ใช้ทำปกติ แทนที่การเขียนโค้ดโดยตรงเพื่อหลบการวิเคราะห์ไฟล์ของโปรแกรมแอนติไวรัส ไวรัสทำการคัดลอกตัวเองโดยใช้ชื่อโฟลเดอร์ที่พบ มีนามสกุลเป็น *.exe ตลอดเวลาทำให้เครื่องประมวลผลงานอื่นๆช้าลง แต่ไม่พบฟังก์ชั่นที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์ควบคุม คาดว่าไวรัสตัวนี้ถูกเขียนมาเพื่อทำลายข้อมูล สร้างความเสียหายโดยเฉพาะ เพลงกะหนังหายหมดก้อคราวเนี้ย

วิธีแก้ไข(แบบง่าย โอกาสสำเร็จ 99% ) :
โหลดไฟล์นี้ไป Music_exe_Killer.zip แล้วให้ดับเบิลคลิกไฟล์ข้างในเพื่อกำจัดไวรัส

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

iPhone 4S

iphone 4s




     เปิดตัวกันไปอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วสำหรับ iPhone 4S จาก Apple ท่ามกลางเสียงตอบรับในสังคม IT ที่แตกออกไปเป็นสองทางทั้งฝั่งที่ชอบเสียเหลือเกินกับคุณสมบัติใหม่ๆและไม่ ชอบเลยเถอะให้ดิ้นตายเพราะไม่เห็นมันจะต่างจาก iPhone 4 รุ่นเดิมซักเท่าไหร่เลย!

     และที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญอีกอย่างใน iPhone 4S ก็คือระบบสั่งการด้วยเสียงสุดอัจฉริยะที่มีชื่อว่า Siri ซึ่งคุณสามารถสั่งการด้วยประโยคที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นได้ด้วยไม่ว่าจะ เป็นการสอบถามสภาพอากาศ, บอกเวลา, บอกทางระหว่างขับรถ, หาร้านอาหาร รวมถึงอ่าน SMS ให้ฟังเป็นต้น

     ส่วนกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ iPhone 4S คือวันที่ 14 ตุลาคม 2554 นี้ใน 7 ประเทศใหญ่คืออังกฤษ, สหรัฐ, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, แคนาดา, ญี่ปุ่น โดยจะเปิดให้สั่งจองกันตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมเป็นต้นไป หลังจากนั้น iPhone 4S ก็จะวางจำหน่ายในล็อตสองอีก 22 ประเทศในวันที่ 28 ตุลาคม ก่อนที่ iPhone 4S จะพร้อมวางจำหน่ายทั่วโลก (คาดว่าน่าจะรวมไทยด้วย) ภายในสิ้นปีนี้ค่ะ

     และเชื่อว่าทุกคนคงมีความอยากได้มันมาอยู่ในมือแน่ๆ เลยเพราะว่าหลายคนตื่นตาตื่นใจ และตื่นเต้นรอคอยมานานแสนนานเลยทีเดียว!!

     หลังจาก Tim Cook ในฐานะซีอีโอของ Apple ได้ขึ้นบนเวทีในงาน Lets talk iPhone เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ เขาก็เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple ไล่มาจนถึง iPod nano ไปจนถึง iPod Touch และแล้วขณะที่รายงานข่าวอยู่นี้ก็มาถึงคิวของ iPhone พอดี ซึ่ง iPhone รุ่นใหม่ที่ Apple เปิดตัวในงานครั้งนี้ก็คือ iPhone 4S

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

SWYP เครื่องพิมพ์+จอสัมผัส น่าใช้สุดๆ



     แทนที่คุณจะต้องเตรียมไฟล์ภาพถ่ายต่างๆ บนคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะส่งต่อไปให้กับเครื่องพิมพ์ SWYP (See What You Print) ของ Artefact จะแสดงงานพิมพ์ขนาดเท่าของจริงบนหน้าจอสัมผัสให้คุณได้เห็นก่อนสั่งพิมพ์ออกมา และด้วยการทำงานที่ใช้หน้าจอสัมผัสทำให้คุณสามารถจัดเรียงภาพในลักษณะเลย์เอาต์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนปรับแต่งความสวยงามก่อนที่จะสั่งพิมพ์ออกมาที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง (ลูกเล่นที่เจ๋งมากๆ คือ การแสดงภาพบนหน้าจอสัมผัสที่ไหลต่อเนื่องลงมาพร้อมๆ กับภาพที่พิมพ์ออกมาด้านหน้า)


     และด้วยหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่เท่ากับ A4 แทนที่จะเป็นช่องมองเห็นภาพเล็กๆ ยังทำให้ผู้ใช้สนุกไปกับการตกแต่งภาพที่สะดวกสบายบนเครื่องพิมพ์ SWYP อีกด้วย เห็นอย่างนี้แล้ว คุณผู้อ่านของเว็บไซต์ arip รู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ มันน่าใช้กว่าเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตแบบเดิมๆ หรือเปล่า? น่าเสียเดายที่มันยังเป็นแค่คอนเซปต์อยู่นะครับ แต่หากจะพัฒนาไอเดียนี้ขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์จริงๆ ดูก็น่าจะไม่ยากเกินไปนัก (แท็บเล็ต+อิงค์เจ็ต+แอพฯ)

Samsung เล็งเปิดตัว"แท็บเล็ต" Win 8


     Samsung บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลี ร่วมมือกับ Microsoft ในการพัฒนา "แท็บเล็ต" ที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 8 ซึ่งคาดว่า จะมีการประกาศเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักครั้งแรกในงานประชุมนักพัฒนา BUILD ที่จะจัดให้มีขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยเจ้าภาพของงานนี้ก็คือ Microsoft นั่นเอง ในขณะที่ยอดขาย"แท็บเล็ต" Android ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดของ Honeycomb ดังนั้นการเพิ่มฐานผลิตภัณฑ์ด้วยระบบปฏิบัติการที่ต่างออกไปจึงเป็นเรื่องที่สมควรจะทำ ใครจะไปรู้ บางทีสิ่งที่"แท็บเล็ต" ที่จะเป็นคู่แข่งของ iPad ได้ อาจจะหมายถึง "แท็บเล็ต" ที่รัน Win8 ก็ได้


     อย่างไรก็ตาม ณ.ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูล หรือรายละเอียดเกี่ยวกับสเป็ก "แท็บเล็ต" Windows 8 ของ Samsung ที่จะเปิดตัวในงาน BUILD แต่อย่างใด แต่ก็เชื่อว่า มันไม่น่าจะหนีจากสเป็กปัจจุบันมากมายนัก ในขณะที่ Apple ไล่บี้ Samsung ด้วยกฎหมายอย่างหนัก มันจึงเป็นไอเดียที่ไม่เลวเลย สำหรับการวางแผนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะการเปิดตัว "แท็บเล็ต" Windows 8 ซึ่งคาดว่าโพรเซสเซอร์ที่ใช้อาจจะเป็น Quad Core Kal-El ของ Nvidia พอร์ต USB หน่วยความจำ 1GB และพอร์ต HDMI ส่วนจอแสดงผล เพื่อถล่ม iPad 2 ในขณะที่รอ iPad 3 คาดว่า น่าจะเป็น Super AMOLED Plus (แบบเดียวกับที่ใช้ใน Galaxy Note) จับตางานประขุม BUILD ระหว่างวันที่ 13 - 16 กันยายน ไว้ให้ดี ซึงหากมีข้อมูลเพิ่มเติม ทางเว็บไซต์ arip จะรีบนำมารายงานให้คุณผู้อ่านได้ทราบโดยทั่วกันทันที

Nikon ผุดกล้องไร้กระจกฯเปลี่ยนเลนส์ได้


     กล้องดิจิตอลของ Nikon ที่เปิดตัวล่าสุดจะมีสองรุ่นด้วยกันคือ Nikon 1 J1 และ Nikon 1 V1 โดยจะวางตลาดในวันที่ 20 ตุลาคม ศกนี้ สนนราคาอยู่ที่ 650 เหรียญฯ (ประมาณ 19,500 บาท) และ 900 เหรียญฯ (ประมาณ 27,000 บาท) ตามลำดับ โดยทั้งคู่จะมาพร้อมชุดคิทเลนส์ 10 - 30mm สามรถบันทึกภาพเป็นชุด (rapid-fire ด้วย burst mode) หรือโหมด slow motion ที่ 1,200 เฟรมต่อวินาที และวิดีโอ HD 1080p (สามารถดึงเฟรมภาพที่คมชัดจากวิดีโอที่บันทึกได้อีกด้วย) ตัวกล้องมีให้เลือก 5 สีด้วยกันคือ แดง ดำ ขาว เงิน และชมพู "ตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตอยู่ในขณะนี้คือ กลุ่มผู้บริโภคที่รู้สึกว่า กล้องคอมแพคไม่ดีพออีกต่อไป" Yasuyuki Okamoto หัวหน้าแผนกผลิตภัณฑ์อิเมจของ Canon กล่าว พร้อมกันนี้ เขายังบอกอีกด้วยว่า กล้องขนดเล็กกำลังได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ

Razer Blade โน้ตบุ๊ค"คอเกมส์"ตัวจริง



     Razer Blade เป็นโน้ตบุ๊คที่ออกแบบมาเพื่อตลาดเกมเมอร์โดยแท้ ซึ่งรุ่นพี่ก่อนหน้านี้อย่ง Alienware และ XPS ของ Dell ก็มีดีไซน์ และคุณสมบัติไม่ธรรมดาแล้ว แต่สำหรับ Blade ต้องบอกว่า ทั้งภายนอก และภายในดูน่าเล่นกว่ามาก ตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียม ความหนาเพียงหนึ่งนิ้ว และน้ำหนักไม่ถึง 7 ปอนด์ ที่สำคัญคีย์บอร์ดของมันสามารถโปรแกรมปุ่มการทำงานได้หลากหลาย แถมยังมีทัชแพดที่ใช้จอสัมผัส LCD เสมือนมีหน้าจอขนาดเล็กเพิ่มขึ้นมาในเครื่องอีกด้วย  หน้าจอขง Razer Blade จะใหญ่ถึง 17.3 นิ้ว โดยมีความละเอียดระดับไฮเดฟฯ 1080p


     Razer Blade จะมีสนนราคาเครื่องอยู่ที่ 2,800 เหรียญฯ (ประมาณ 85,000 บาท) ซึ่งเทียบแล้วก็เท่าๆ กับ MacBook Pro รุ่น 17 นิ้ว (ซีพียู Quad-core Intel Core i7 ความเร็ว 2.3GHz) ในขณะที่ Razer Blade จะใช้โพรเซสเซอร์ dual-core Intel Core i7 ความเร็ว 2.8GHz หน่วยความจำ 8GB (1333MHz DDR3) อะแดปเตอร์กราฟิกสองตัว (NVIDIA GeForce GT 555M กับ GDDR VRAM 2GB และ GPU ที่ทำงานร่วมกัน) ฮาร์ดดิสก์ 320GB (7200 RPM) และเว็บแคม ลองชมคลิปแนะนำ Razer Blade เพื่อให้คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ได้รู้จักกับมันมากขึ้นครับ

คีย์บอร์ดพับได้+ขาตั้ง+เคสสำหรับ iPad



     Logitech Fold-Up Keyboard จะไม่เหมือนกับ Keyboard Case ทั่วไปที่มี"สองส่วน"คือ ส่วนที่ติดด้านหลัง"เคส" และอีกด้านที่เป็น "คีย์บอร์ด" ประกบติดกัน โดยมี iPad อยู่ตรงกลาง ซึ่งสำหรับ Fold-Up Keyboard มันได้รับการดีไซน์ให้เป็น"เคส"ที่สามารถพับเก็บ "คีย์บอร์ด" เข้าไปซ่อนใน"เคสด้านหลัง" หรือเลื่อน"คีย์บอร์ด"ออกมาด้านหน้า เพื่อเปิดใช้งานได้ ซึ่งสะดวก และน่าใช้กว่า Keyboard Case ทั่วไป


     Logitech Fold-Up Keyboard ตอบโจทย์เจ้าของ ipad ถึง 3 ประการด้วยกันคือ ป้องกันการกระแทก และรอยขีดข่วนที่อาจะเกิดขึ้นที่ด้านหลังของ iPad ในขณะที่มันเปิดช่องให้ผู้ใช้สามารถติด Smart Cover ของ iPad 2 ที่ด้านหน้าได้อีกด้วย ประเด็นต่อมา คือ "คีย์บอร์ด"ที่กางออกมาจะมีขนาด 100% (สังเกตในรูป จะเห็นคีย์บอรด์กว้างกว่าด้านยาวของ iPad เสียอีก) ซึ่งพิมพ์สะดวกกว่าคีย์บอร์ดที่มากับเคสทั่วไป ซึ่งมีความกว้างเท่ากับ iPad ส่วนฟังก์ชันที่สามของการใช้งาน Logitech Fold-Up Keyboard ก็คือ การทำหน้าทีเป็นขาตั้ง เพื่อใช้รับชม ipad ในตำแหน่งมุมที่ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ได้อีกด้วย สำหรับการเชื่อมต่อการทำงานของคีย์บอร์ดจะเป็นแบบไร้สาย Bluetooth ทั้งหมดนี้แลกกับความหนาที่เพิ่มขึ้น และเงินอีก 129.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 4,000 บาท...อุ๊ปส์!!!